บทที่ 4
อำนาจฟ้องคดีอาญา
โดยเฉลิมวุฒิ สาระกิจ
เอกสารประกอบการสอนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
อำนาจฟ้องคดีอาญามาจากหลักการดำเนินคดีอาญา 3 หลักการคือ หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ (Public Prosecution) หลักการดำเนินคดีอาญาโดยเอกชนผู้เสียหาย
(Private Prosecution) และหลักการดำเนินคดีอาญาโดยประชาชน (Popular Prosecution)
ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะมีการสถาปนารัฐขึ้นมานั้น
เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในสังคม สังคมก็ปล่อยให้มีการแก้แค้นทดแทนกัน
แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นเรื่องของเอกชนต้องจัดการเอาเอง
ต่อมาเมื่อมีการสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมา การแก้แค้นทดแทนกันไม่สามารถทำได้ เพราะจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายไม่สงบสุข
รัฐจึงเข้ามาปราบปรามการกระทำความผิดด้วยตนเอง มีการจับกุมดำเนินคดี
มีการพิจารณาคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยองค์กรที่รัฐจัดตั้งขึ้นมา
เช่น ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ เป็นต้น
แต่การที่จะปล่อยให้การดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องของรัฐทั้งหมด
ในบางรัฐก็เกิดแนวความคิดว่า
การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหรือตำรวจเท่านั้น
ดังนั้นประชาชนทุกคนจึงมีอำนาจในการดำเนินคดีอาญาที่เกิดขึ้นได้
แม้จะไม่ใช่เอกชนผู้เสียหายเลยก็ตาม ซึ่งแต่ละหลักมีรายละเอียดดังนี้
1) การดำเนินคดีอาญาโดยเอกชนผู้เสียหาย
(Private
Prosecution) โดยหลักการนี้ถือว่าการดำเนินคดีเป็นเรื่องของเอกชนต่อเอกชนการต่อสู้คดีเป็นเรื่องของเอกชนที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ในศาล
บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิในการฟ้องคดี
2) หลักการดำเนินคดีอาญาโดยประชาชน
(Popular Prosecution)
มีหลักการมาจากแนวความคิดว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษาความสงบสุขของประชาชน ทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิฟ้องคดีอาญาได้โดยไม่คำนึงว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ซึ่งคู่ความโจทก์และจำเลยมีฐานะเท่าเทียมกัน
3) หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ
(Public Prosecution)
มีแนวความคิดมาจากการคุ้มครองความสงบสุขและปลอดภัยของสังคมเป็นหน้าที่ของรัฐ การกระทำความผิดกฎหมายอาญาของรัฐถือเป็นความผิดต่อรัฐ ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดี
มีเพียงอำนาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
อำนาจฟ้องคดีอาญาของไทย
มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(1)
พนักงานอัยการ
(2) ผู้เสียหาย
จากมาตรา 28 จะเห็นได้ว่า
บุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้มี 2 ประเภท คือ
พนักงานอัยการและผู้เสียหายเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีหลักการดำเนินคดีตามหลักการการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ
(State Prosecution) และการดำเนินคดีอาญาโดยเอกชนผู้เสียหาย
(Private Prosecution) โดยที่ไม่มีการจำกัดประเภทคดีที่ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้อง
ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาทุกคดีที่ตนเป็นผู้เสียหาย
แต่การดำเนินคดีอาญาโดยหลักแล้วเป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐ
โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญาในชั้นศาล
ที่พนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยุติการกระทำที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อคดีได้
ตาม มาตรา 32 เมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของอัยการเสียหายโดยกระทำหรือละเว้นกระทำการใด
ๆ ในกระบวนพิจารณา
พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้น ๆ
ได้
พิจารณาตัวอย่างดังต่อไปนี้
นายหนึ่งและนายสองถูกนายสามทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
นายหนึ่งได้ยื่นฟ้องนายสามต่อศาลในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
และคดีได้อยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาล
ดังนี้นายสองจะยื่นฟ้องนายสามเป็นจำเลยในความผิดดังกล่าวได้อีก เพราะการฟ้องคดีของนายหนึ่งหาตัดสิทธิในการฟ้องคดีของนายสองไม่
เช่นเดียวกับกรณีที่อัยการฟ้องคดีต่อศาล
ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีนั้นอีก
ตัวอย่างที่ 2 นายหนึ่งและนายสองถูกนายสามทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
นายหนึ่งได้ยื่นฟ้องนายสามต่อศาลในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ดังนี้นายสองจะยื่นฟ้องนายสามเป็นจำเลยในความผิดดังกล่าวอีกไม่ได้ เพราะจะเป็นการลงโทษซ้ำสองในความผิดเดียวกัน
(Double Jeopardy) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินคดีอาญา
ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปใน มาตรา 39
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2535 ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน
ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องผู้กระทำผิดได้
การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องผู้กระทำผิดก่อนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้เสียหายคนอื่นฟ้องผู้กระทำผิดอีก
การฟ้องคดีโดยผู้เสียหาย
กฎหมายไทยให้อำนาจผู้เสียหายฟ้องคดีเองได้
โดยไม่จำกัดประเภทของคดี แม้ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายที่ฟ้องคดีไว้แล้วตายลง บุคคลตาม มาตรา29 ก็ดำเนินคดีต่อไปได้
มาตรา 29
เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานสามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้
ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์
ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล
หรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้
ถ้าโจทก์ฟ้องคดีแล้วตายลง
แต่ไม่มีผู้จะว่าคดีต่อไป จะส่งผลต่อคดีอย่างไร พิจารณาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่
1244/2504 คดีความผิดอาญาแผ่นดินที่ราษฎรเป็นโจทก์ จำเลยฎีกา
ส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ไม่ได้ เพราะโจทก์ถึงแก่กรรม
นั้นก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินคดีต่อไป ถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องร้องแทนแผ่นดิน
ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงทำการพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2504) (ผู้เขียนเห็นว่าในคดีนี้แม้โจทก์จะถึงแก่ความตายและไม่มีผู้ว่าคดีต่อไป
ก็ไม่ทำให้คดียุติไป)
ตัวอย่าง นายแดงถูกลักทรัพย์ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายดำในความผิดฐานลักทรัพย์ต่อศาล
โดยนายแดงได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เมื่อศาลอนุญาต
ระหว่างคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา นายแดงตายลง
นายขาวบุตรของนายแดงจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่
นายแดงถูกลักทรัพย์ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวน นายแดงหัวใจวายถึงแก่ความตาย
ดังนี้นายขาวลูกของนายแดงจะดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2547 ว.
บิดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ถูกทำร้ายถึงตายตามมาตรา
5 (2) โจทก์ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทน ว. ฟ้องจำเลยได้ เมื่อ
ว. เพียงแต่ร้องทุกข์โดยยังไม่ได้ฟ้องคดี ย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 29
ที่โจทก์จะดำเนินคดีต่าง ว. ผู้ตายต่อไปได้ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว
การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
มาตรา 30
คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว
ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้
มาตรา 31
คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวซึ่งผู้เสียหาย ยื่นฟ้องแล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้
กรณีตาม มาตรา 30 คือผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
นั้นหมายความว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว
ต่อมาผู้เสียหายจะขอเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมด้วย ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เสียหาย การยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนี้
เปรียบเสมือนกับการฟ้องคดีเอง
แต่ไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องแล้วเพราะอัยการได้ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันไว้ก่อนแล้วนั่นเอง
การร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผู้เสียหายนั้นกฎหมายไม่ได้จำกัดประเภทคดีว่า
คดีใดบ้างที่ผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้
แต่สำคัญคดีนั้นเขาจะต้องเป็นผู้เสียหาย เช่น พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยใน 2 ข้อหา คือ
กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
300 และความผิดฐานขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายจราจร
ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ก็แต่ความผิดตาม มาตรา 300 เท่านั้น ส่วนความผิดตามกฎหมายจราจรนั้น เป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดนี้
การยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการนั้นต้องยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้น หมายความว่า
อย่างช้าที่สุดก็ต้องก่อนศาลอ่านคำพิพากษา
ดังนั้นแม้คดีจะสืบพยานของโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ทันได้อ่านคำพิพากษาผู้เสียหายก็ยังยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมได้อยู่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2512
ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา
ภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วนั้นไม่ได้เพราะไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 30
มาตรา 31
กรณีที่พนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมผู้เสียหาย หมายความว่า ผู้เสียหายได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลไว้
ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย ซึ่งมีปัญหาว่า
พนักงานอัยการสามารถขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมทุกคดีหรือไม่ สำหรับในประเด็นนี้ หากคดีที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน (ยอมความไม่ได้) พนักงานอัยการก็สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้
โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์มาก่อน ส่วนคดีความผิดต่อส่วนตัว (ยอมความได้)
ต้องปรากฏว่าผู้เสียหายได้เคยร้องทุกข์ไว้แล้ว เพราะหากผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ไว้
อัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องก็ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
กรณีที่พนักงานอัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายนั้น
ต้องยืนคำร้องก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
ที่ต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ประเด็นปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า “ก่อนคดีเสร็จเด็กขาด”
หมายความว่าอย่างไร
คดีเสร็จเด็ดขาด หมายความว่า
คดีที่ศาลได้มีการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีและได้มีคำพิพากษาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่หากคู่ความไม่พอใจก็อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้อีก แต่ต้องอุทธรณ์
ฎีกาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2531
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ
รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายจึงเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ และไม่มีสิทธิฎีกาในข้อหาดังกล่าว
แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้
ก็น่าจะหมายถึงอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
288,289,80
ศาลฎีการับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นเท่านั้น
การดำเนินคดีอาญาของไทยนั้นโดยหลักแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐ
โดยองค์กรต่าง ๆ ที่รัฐได้สร้างขึ้นมา โดยให้สิทธิผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาได้ แต่การดำเนินคดีในชั้นศาลโดยหลักแล้วเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ
ซึ่งพิจารณาได้จาก มาตรา 32
มาตรา 32
เมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของอัยการเสียหาย
โดยกระทำหรือละเว้นกระทำการใด ๆ ในกระบวนพิจารณา
พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งผู้เสียหายกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้น ๆ
ได้
ดังนั้นในคดีที่พนักงานอัยการเห็นว่า
ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมนั้นจะกระทำการใดหรือละเว้นการกระทำใดอันจะส่งผลเสียต่อคดี
พนักงานอัยการก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้เสียหายหยุดได้
การรวมพิจารณาคดี
มาตรา 33
คดีอาญาเรื่องเดียวกันซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกัน
ศาลนั้น ๆ มีอำนาจสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน
เมื่อศาลเห็นชอบโดยพลการหรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษา
แต่ทว่าจะมีคำสั่งเช่นนั้นไม่ได้
นอกจากจะได้รับความยินยอมของศาลอื่นนั้นก่อน
คดีอาญาเรื่องเดียวกัน หมายถึง คดีอาญาที่พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างได้ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้นเดียวกันหรือต่างศาลกัน เมื่อศาลเห็นชอบโดยพลการหรือโดยโจทก์ยื่นคำร้องในระยะใดก่อนมีคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2491
คดีอาญาราษฎรและอัยการต่างเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในกรณีเหตุอันเดียวกันนั้น
ถ้าศาลสั่งให้รวมการพิจารณาคดีเป็นคดีเดียวกันแล้วการฟังคำพยานหลักฐานก็รวมเป็นคดีเดียวกันได้
ไม่ต้องแยกว่าเป็นพยานของสำนวนไหน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2515
แม้ผู้เสียหายจะได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาไว้สำนวนหนึ่งแล้ว
ก็ไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องจำเลยนั้นในเรื่องเดียวกันเป็นคดีใหม่อีกสำนวนหนึ่ง
ผลของคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ
มาตรา 34 คำสั่งไม่ฟ้องคดี
หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่
คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ
หมายถึง คดีอาญาที่มีการสอบสวนแล้วเมื่อถึงชั้นฟ้องคดีของพนักงานอัยการ
พนักงานอัยการมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการสั่งคดีว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้
เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า ไม่ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหามาตรา 34 บอกว่าไม่ตัดสิทธิฟ้องคดีเองของผู้เสียหาย หมายความว่าผู้เสียหายจะไปยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลเองได้อยู่เสมอ
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสั่งไม่ฟ้องของอัยการเลย ซึ่งมาตรา 34 เปรียบเสมือนการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญา
และการที่ให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาได้อยู่แม้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง
ถือเป็นการตรวจสอบการสั่งคดีของพนักงานอัยการอีกด้วย เพราะที่ผ่านมาในอดีตมีหลายกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเอง
ซึ่งต่อมาศาลก็รับฟ้องและลงโทษจำเลย[1]
การถอนฟ้องคดีอาญา
มาตรา 35
คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้
ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด
ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้าน
หรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลยคัดค้านการถอนฟ้อง
ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น
จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้
แต่ถ้าจำเลยคัดค้านให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
หลักเกณฑ์ในการถอนฟ้อง
1) คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
2) ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้
แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด
3) ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว
ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้าน หรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงขอ หากจำเลยคัดค้าน ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2514 การขอถอนคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
มีผลเท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องโจทก์จะขอถอนฟ้องได้ก็ต่อเมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
เว้นแต่คดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งจะถอนฟ้องหรือยอมความกันได้ก่อนคดีถึงที่สุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2544
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในครั้งแรก
ก็แสดงว่าศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย
สามารถดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการเสมือนโจทก์ร่วมฟ้องเองการที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมโดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์
หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอีกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รูปคดีของโจทก์การขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะไปดำเนินการอะไรอีก
ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป
มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดนั่นเอง
เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องเสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์ร่วมจะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้
ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36
ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ในครั้งหลังจึงไม่ชอบ
และเมื่อโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้แล้ว
โจทก์ร่วมจึงมิได้เป็นโจทก์ของคดีนี้
โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีนี้ได้
ในคดีความผิดต่อส่วนตัว
หากปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
จะขอถอนฟ้องได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2526 แม้ว่าในคำร้องของผู้เสียหายจะบรรยายว่าขอถอนฟ้องก็ตามแต่ในคำร้องก็ระบุข้อความชัดเจนว่าเนื่องจากผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันได้แล้วผู้เสียหายจึงไม่มีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยต่อไปแสดงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยและประสงค์จะขอถอนคำร้องทุกข์นั่นเองแต่ใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
39(2)
ผลของการถอนฟ้องคดีอาญา
มาตรา 36 คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้อง
อีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
(1) ถ้าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อ
ส่วนตัวไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไป การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหาย
ที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(2)
ถ้าพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไปโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย
การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(3) ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้ว
ได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
เว้นแต่คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว
[1] ย้อนรอยคดีดังฆ่าหั่นศพ"แพทย์หญิงผัสพร"หลัง"หมอวิสุทธิ์"พ้นเรือนจำบางขวาง
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407154209
|

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น