บทที่
1
หลักการดำเนินคดีอาญา
โดยเฉลิมวุฒิ สาระกิจ
เอกสารประกอบการสอนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
เมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้นมาแล้ว
เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำการปราบปรามความผิดที่ได้กระทำฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐ
โดยเฉพาะการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา
เพื่อไม่ให้ประชาชนในรัฐใช้กำลังจัดการแก้แค้นกันเองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เหมือนแต่ก่อนจะมีการสถาปนารัฐเกิดขึ้น
รัฐมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อจัดการกับความผิดดังกล่าว
กลไกเช่นว่านี้ คือ กระบวนยุติธรรมทางอาญา เช่น การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ
และศาล
โดยองค์กรต่างที่รัฐสร้างขึ้นมานี้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่รัฐกำหนดไว้เท่านั้น
ซึ่งมาจากหลัก The rule of Law อันเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐ
แต่รัฐเองก็ไม่สามารที่จะบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมได้ทุกกรณีหรือในบางกรณีรัฐก็ต้องปล่อยให้บางองค์กรสามารถใช้อำนาจได้ตามดุลพินิจบ้าง
ตามความเหมาะสม ซึ่งหลักการพื้นฐานอันเป็นที่มาของการดำเนินคดีอาญาขององค์กรดังกล่าว
มีพื้นฐานมาจากหลักการดังต่อไปนี้
1. หลักการดำเนินคดีอาญาตามตามกฎหมาย (Legality Principles)
เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น
และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดอาญาแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความผิดและต้องถูกดำเนินคดี
โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้เริ่มดำเนินคดีกับผู้ที่ได้การทำความผิดทุกกรณี
โดยจะมีผู้ร้องทุกข์หรือไม่[1] ก็ต้องทำการสอบสวนฟ้องร้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและเข้าสู่กระบวนยุติธรรมทางอาญา
โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างนั้น
ไม่สามารที่จะใช้ดุลพินิจไปในทางอื่นได้
ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายได้กำหนดไว้เท่านั้น
และเมื่อฟ้องคดีต่อศาลแล้วอัยการจะถอนฟ้องคดีผู้นั้นต่อศาลไม่ได้
จะต้องดำเนินคดีจนกว่าคดีจะสิ้นสุด[2] ซึ่งเป็นหลักประกันความเท่าเทียมกันทางกฎหมายของประชาชน ว่าเมื่อใดก็ตาม
หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
แล้วประชาชนที่ได้กระทำความผิดนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีและเข้าสู่กระบวนยุติธรรมอย่างเดียวกัน
และการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทุกกรณีนั้นยังเป็นการป้องกันการใช้อิทธิพลเพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนยุติธรรมด้วย
และเมื่อเข้าสู่กระบวนยุติธรรมแล้ว ย่อมไม่อาจจะยุติการดำเนินคดีได้
เพราะถือว่าคดีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วตาม “หลักเปลี่ยนแปลงมิได้”
ซึ่งถือเป็นหลักประกันในทางอาญา และเมื่อพิจารณาตามหลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย(Legality
Principles) แล้วจะเห็นว่ามาจากแนวคิดทฤษฎีแก้แค้น
ซึ่งเปรียบเสมือนการดำเนินคดีอาญาของรัฐนั้นเปรียบเสมือนเป็นการแก้แค้นทดแทน
ผู้ที่ได้กระทำความผิดแทนผู้เสียหาย
การฟ้องคดีของอัยการในระบบนี้นั้นการพิจารณาว่าฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า
การกระทำของผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการกระทำครบองค์ประกอบความผิดอาญาครบถ้วนหรือไม่
หากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาได้กระทำครบองค์ประกอบความผิดจริงก็ต้องฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาลเสมอ
และในบางกรณีหากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี
ศาลก็มีอำนาจที่จะเรียกสำนวนการสอบสวนไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
และหากศาลมีความเห็นแตกต่างจากอัยการ
ศาลก็มีอำนาจสั่งให้อัยการฟ้องคดีอาญาเรื่องนั้นต่อศาลได้
หลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย(Legality
Principles) นั้นถือว่าเป็นหลักประกันความเสมอภาคให้กับประชาชนทุกคน
หากมีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดอาญาแล้ว
ผู้นั้นต้องถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะกระทำความผิดด้วยเหตุใดก็ตาม
ดังนั้นทำให้ตัดปัญหาเรื่องการใช้อิทธิพลในการเข้าแทรกแซงกระบวนยุติธรรม
เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนยุติธรรมก่อนจะถึงชั้นศาลไม่อาจจะใช้ดุลยพินิจในการไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีที่มีมูลได้
แต่หลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายนั้นมีข้อเสีย คือ
ไม่มีการกลั่นกรองคดีที่ขึ้นสู่ศาลทำให้มีประมาณที่ขึ้นสู่ศาลมีจำนวนมาก
และเป็นการฟ้องคดีตามกฎหมายนั้นทำให้อัยการไม่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดี จะมีหน้าที่เพียงแต่เป็นผู้นำจำเลยฟ้องคดีต่อศาลเท่านั้น
และเป็นการดำเนินคดีที่แข็งกระด้างเกินไปทำให้การดำเนินคดีอาญานั้นไม่ยืดหยุ่นและอาจไม่เหมาะสมกับสภาวะทางสังคม
2. หลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลพินิจ (Opportunity Principle)
หลักการดำเนินตามดุลพินิจนั้น
เป็นหลักที่ตรงกันข้ามกับหลักการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย
ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
โดยเฉพาะอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจในการไม่ดำเนินคดีอาญาที่มีมูล
ซึ่งปรากฏตามการสอบสวนและพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กระทำความผิด
หรือมีมูลว่าน่าจะกระทำความผิด ซึ่งอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจเป็นคดีๆ ไป
โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง
หากมีเหตุที่ไม่สมควรจะฟ้องผู้ต้องหารายนั้นต่อศาล เช่น
อายุ บุคลิกภาพลักษณะ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิดและองค์ประกอบอื่น ๆ
ซึ่งทำให้อัยการสามารถที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีกับผู้ต้องหารายนั้นได้
และจากหลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลยพินิจนี้แม้อัยการจะได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว
หากเห็นว่าไม่ควรจะดำเนินคดีอาญากับจำเลยนั้นอีกต่อไป
อัยการก็สามารถถอนฟ้องคดีนั้นจากศาลได้[3]
เนื่องจากการดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นเป็นการเข้มงวดเกินไป
ไม่เปิดโอกาสให้มีการกลั่นกรองคดีที่จะขึ้นสู่ศาล
การที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนยุติธรรมทางอาญา
โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้อัยการสามารถใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีมีมูลได้นั้น
เป็นการคลายความเข้มงวดของการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีการลงโทษในปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนแปลงไป
จากการลงโทษที่มุ่งแก้แค้นทดแทน ซึ่งเรียกว่า “ทฤษฎีแก้แค้น (retributive
theory) มาเป็นการลงโทษโดยมุ่งเพื่อ”การป้องกันทั่วไป”(General
Prevention)[4] กล่าวคือ การลงโทษควรกระทำเพื่อให้ผู้กระทำความผิดเห็นว่าสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้นิ่งดูดายกับการกระทำความผิดอันนั้น
และเป็นการเตือนบุคคลที่ยังไม่ได้กระทำความผิดให้ตระหนักว่าหากเขาได้กระทำความผิด
เขาอาจะจะต้องถูกดำเนินคดี
และการลงโทษยังต้องเหมาะสมกับการกระทำความผิดและความชั่วของผู้กระทำเพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นกลับตัวกลับใจไม่กระทำความผิดต่อไป
ซึ่งเป็นการลงโทษโดยมีจุดประสงค์เฉพาะ “การป้องกันพิเศษ” (Special Prevention)
ข้อดีของการฟ้องคดีของอัยการที่สามารถใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีอาญาได้อย่างยืดหยุ่น
เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพสังคมแลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป[5]
ทำให้อัยการสามารถที่จะกลั่นกรองคดีอาญาก่อนขึ้นสู่ศาลได้
หากคดีใดอัยการเห็นว่าการไม่ฟ้องคดีอาญาเรื่องนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า
ก็จะช่วยกั่นกรองคดีที่ไม่สมควรจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ช่วยให้คดีอาญาไม่ล้นศาล
และการสั่งไม่ฟ้องคดีมีมูลของอัยการยังสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาสังคม
โดยเฉพาะคดีอาญาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง
ที่ต่างฝ่ายต่างอาศัยกฎหมายอาญาเพื่อโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง
และคดีความผิดทางการเมืองนั้น ซึ่งผู้กระทำความผิดมีความแต่ต่างจากผู้กระทำความผิดอาญาทั่วไป
อัยการสามารถใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีความผิดอาญาทางการเมืองที่มีมูลได้
ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีความแตกต่างกับกฎหมายอาญาในหลาย
ๆ เรื่อง ทั้งแนวความคิดและหลักการของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายทั้งสองประเภทมีวัตถุประสงค์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
แต่บางครั้งกฎหมายอาญาก็มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่บ้าง
เพราะความผิดอาญาบางฐานที่ผู้เสียหาย อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำความผิดได้
เช่น เมื่อถูกคนขับรถชนด้วยความประมาท ถูกวางเพลิงเผาทรัพย์
จะเห็นว่าการกระทำผิดดังกล่าวนอกจากจะผิดกฎหมายอาญาแล้ว
ยังเป็นถือเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
อันก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอีกด้วย
ขออธิบายความหมายของกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญามาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
1.
ความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอาญาอาญา
ความหมายของกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่รัฐบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิด
และกำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับความผิดนั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติว่า
การกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดเป็นความผิด
ความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายแพ่ง คือ
กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น เรื่องสภาพบุคคล ทรัพย์ หนี้ นิติกรรม
ครอบครัว และมรดก เป็นต้น การกระทำผิดทางแพ่ง ถือว่าเป็นการละเมิดต่อบุคคลที่เสียหายโดยเฉพาะไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนอย่างการกระทำผิดอาญา
กฎหมายพาณิชย์ คือ
กฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบุคคล
อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและการค้า
โดยวางระเบียบเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น
การตั้งหุ้นส่วนบริษัท การประกอบการรับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค)
กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจำนอง การจำนำ เป็นต้น
จากความหมายข้างต้นสามารถแยกความแตกต่างออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
(1) กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายมหาชน
เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน
โดยที่รัฐมีฐานะเหนือกว่าเอกชน
โดยรัฐจะกำหนดว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดและกำหนดโทษ รวมทั้งกำหนดวิธีการลงโทษ
โดยรัฐอยู่ในฐานะเหนือกว่า แต่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายเอกชน ที่กำหนดความความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน
โดยต่างมีฐานะเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกว่าใคร โดยยึดหลักเสรีภาพ
(2)
กฎหมายอาญานั้นเมื่อความผิดอาญาได้เกิดขึ้นรัฐสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายได้ทันที
ไม่ต้องไปฟ้องคดีให้ศาลตัดสินก่อน เช่น นายแดงกำลังทำร้ายร่างกายนายดำอยู่
ตำรวจสามารถจับนายแดงได้ทันที่ ไม่ต้องไปฟ้องศาลก่อน แต่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น
หากมีการกระทำผิดทางแพ่ง เช่น ผิดสัญญา
คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถที่จะใช้อำนาจได้เอง
จะต้องไปฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลบังคับให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาปฏิบัติตามสัญญา
(3)
โทษของกฎหมายอาญาเป็นโทษที่บังคับกับเนื้อตัวร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด
ซึ่งหากมีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ย่อมนำโทษที่กำหนดไว้มาลงได้ เช่น
โทษประหารชีวิต โทษจำคุก โทษปรับ หรือริบทรัพย์สิน
เป็นโทษที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่โทษทางแพ่งไม่ได้บังคับเอากับเนื้อตัวร่ายกาย
เพียงแต่ฝ่ายที่ผิดหน้าที่ทางแพ่งอาจถูกอีกฝ่ายฟ้องศาลให้บังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา
หรือหากไม่ปฏิบัติก็เรียกค่าเสียหาย
(4) การใช้กฎหมายอาญาจะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
หมายความว่ากฎหมายอาญาจะต้องใช้ตามบทบัญญัติที่ตราไว้อย่างเคร่งครัด
หากเรื่องใดไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้จะนำจารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป
หรือจะใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งไม่ได้
ซึ่งแตกต่างจากหลักของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่สามารถนำมาใช้ได้แม้ไม่มีบทบัญญัติใดได้บัญญัติไว้
(5) การกระทำความผิดอาญานั้นในบางกรณีไม่เกิดความเสียหาย เช่น
การพยายามฆ่า แม้ความเสียหาย คือความตายไม่เกิดขึ้น
แต่ผู้กระทำมีความรับผิดฐานพยายามแล้ว แต่ในทางแพ่งเมื่อความเสียหายไม่เกิดขึ้น
ความรับผิดทางแพ่งก็ไม่อาจมีได้
ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นความแตกต่างของกฎหมายอาญากับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่ในการกระทำความผิดอาญาบางฐานความผิด ย่อมมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ซึ่งผู้กระทำความผิดจำต้องรับโทษทางอาญา และในขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดทางแพ่งด้วย
ซึ่งกระบวนการดำเนินคดีประเภทนี้เรียกว่า “คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา”
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอาญานั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทกันขึ้นแล้วมีหลักการดำเนินคดีแตกต่างกัน
ข้อพิพาททางแพ่งย่อมต้องดำเนินคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลักและต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลแพ่ง
ส่วนคดีอาญานั้นเมื่อเกิดข้อพิพาททางอาญาเกิดขึ้นก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก
และจะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญา
2. ประเภทของคดีอาญา
การแบ่งประเภทคดีอาญานั้นพิจารณาจากอำนาจในการดำเนินคดีอาญา
ซึ่งพิจารณาจากผู้เสียหายเป็นสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1)
คดีอาญาความผิดอันยอมความได้
ความผิดอันยอมความได้
หรือความผิดต่อส่วนตัว หมายถึงคดีอาญาประเภทซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเอกชนคนหนึ่งคนใดเป็นส่วนตัว
มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือสังคมเป็นและความผิดใดจะเป็นความผิด
อาญาอันยอมความได้นั้น กฎหมายจะต้องระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น
ความผิดฐานยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ อนาจาร ข่มขืนกระทำชำเรา
ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน เป็นต้น
ความผิดอาญาอันยอมความได้นี้เจ้าพนักงานของรัฐจะดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อผู้
เสียหายร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายเสียก่อน และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3
เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด
สำหรับคดีความผิดอันยอมความได้นี้
หากผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ก็สามารถถอนคำร้องทุกข์
ถอนฟ้อง หรือยอมความได้ ซึ่งก็จะเป็นผลให้คดีดังกล่าวระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39
2)
คดีอาญาความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้
ความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้
หรือความผิดอาญาแผ่นดิน หมายถึงคดีอาญาประเภทที่นอกจากจะทำให้เกิดความ
เสียหายแก่ผู้เสียหายโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย
ความผิดอาญานอกจากที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความ ได้แล้ว
จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทั้งสิ้น เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์
ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย
ฆ่าคนอื่น วางเพลิงเผาทรัพย์ ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
เป็นต้น ซึ่งความผิดอาญาแผ่นดินนี้ แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ก็ไม่ทำให้คดีอาญานั้นระงับไป รัฐสามารถดำเนินกับคดีกับผู้กระทำผิดต่อไปได้
โดยที่ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ก่อนแต่อย่างใด
และความผิดอันยอมความไม่ได้นี้กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้มีการไกล่เกลี่ยหรือยอมความกันได้เลย
2.3 คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง “คดีแพ่งที่ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลฐานความรับผิดเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา” ซึ่งหมายความว่าการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งแก่ผู้เสียหาย
เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดนั้น
เช่น นายแดงขับรถชนนายดำ จนนายดำได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในคดีอาญานายแดงย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส
ส่วนในทางแพ่งการที่แดงขับรถชนดำด้วยความประมาทเป็นการละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
จะเห็นได้ว่าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีมูลมาจากการที่นายแดงกระทำความผิดต่อนายดำนั้นเอง
3. ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา
กฎหมายอาญานั้นเมื่อความผิดอาญาได้เกิดขึ้นรัฐสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายได้ทันที
ไม่จำต้องไปฟ้องคดีให้ศาลตัดสินก่อน
ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งที่จะบังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น
เช่น นายแดงกำลังทำร้ายร่างกายนายดำอยู่ ตำรวจสามารถจับนายแดงได้ทันที่
ไม่ต้องไปฟ้องศาลก่อน
แต่การจะลงโทษนายแดงตามกฎหมายได้นั้นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ว่าผู้กระทำความผิดนั้นเป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดจริงตามขั้นตอนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสียก่อน
โดยหลักการดำเนินคดีอาญานั้น ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะแน่ใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง
ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีดังต่อไปนี้
ชั้นก่อนฟ้องคดี
ก่อนที่คดีอาญาจะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลต้องผ่านกระบวนหลายขั้นตอน
โดยแต่ละขั้นตอนสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
เพื่อให้การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง
อันจะนำไปสู่การฟ้องร้องและพิจารณาลงโทษในอนาคต โดยการดำเนินคดีอาญาของไทยนั้น
สามารถนำคดีอาญาไปสู่ศาลได้ 2 วิธี แยกพิจารณาดังนี้
1) การฟ้องคดีโดยผู้เสียหาย
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย
ได้กำหนดให้ผู้เสียหายในคดีอาญามีอำนาจในการฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วย[5] ซึ่งถือเป็นการให้สิทธิแก่ผู้เสียหายในการดำเนินคดีอาญาเองได้
โดยไม่ต้องพึ่งรัฐในการดำเนินคดีอาญาให้
โดยผู้เสียหายสามารถทำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้เลย โดยไม่ต้องมีการสอบสวนของตำรวจ
ซึ่งการฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายนั้น มีหลักเกณฑ์ที่ผู้เสียหายจะต้องคำนึงดังนี้
1.1)
บุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหายตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ม.2(4) "ผู้เสียหาย" หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย
เนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดั่งบัญญัติไว้ใน
มาตรา 4 มาตรา 5 และ
มาตรา 6 ดังนั้นผู้เสียหายในคดีอาญาจึงมีด้วยกัน 2
ประเภท คือ
1)
ผู้เสียหายที่แท้จริง
2)
ผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย
โดยการฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายนั้นกฎหมายกำหนดให้ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาเสมอ
ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดี (การฟ้องคดีอาญาโดยรัฐ)
ที่ศาลไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน ศาลสามารถรับฟ้องไว้พิจารณาได้เลย
อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย ในคดีราษฎรเป็นโจทก์
ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยรายตัวไป
กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบจำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้อง
โดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือจำเลยจะไม่มาแต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้
ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลยและก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น
2)
การฟ้องคดีอาญาโดยพนักงานอัยการ
การฟ้องคดีอาญาโดยพนักงานอัยการถือเป็นการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐเป็นผู้ดำเนินคดีอาญาทั้งหมด
เริ่มตั้งแต่การร้องทุกข์กล่าวโทษ เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว
พนักงานสอบสวนจะเริ่มทำการสอบสวนความผิด โดยออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามาให้การ
หากไม่มาตามหมายก็ต้องมีการออกหมายจับต่อไป ซึ่งการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ
2.1)
ขั้นตอนการร้องทุกข์กล่าวโทษ
ในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้
ผู้เสียหายต้องไปร้องทุกข์[7]ต่อพนักงานสอบสวนภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่รู้ถึงความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด
มิฉะนั้นถือว่าคดีขาดอายุความ เพราะความผิดต่อส่วนตัวนี้
ความประสงค์ของผู้เสียหายถือเป็นเงื่อนไขในการดำเนินคดี
หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็ไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้
แต่หากความผิดนั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
หรือความผิดอันยอมความไม่ได้ ผู้เสียหายไม่จำต้องไปร้องทุกข์ก่อน หากมีการกล่าวโทษ[8]ต่อพนักงานสอบสวนก็สามารถดำเนินคดีอาญาได้เลย
2.2) ขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วขั้นตอนต่อไปคือการสอบสวน
ในการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐนั้นกฎหมายห้ามไม่ให้พนักงานอัยการฟ้องคดีหากคดีนั้นไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ
ซึ่งแตกต่างจากการฟ้องคดีอาญาโดยเอกชนผู้เสียหายที่ไม่จำต้องมีการสอบสวนก่อน
เอกชนผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีต่อศาลได้ทันที
แต่คดีอาญาที่ผู้เสียฟ้องเองนั้นต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องเสมอทั้งนี้เพื่อเป็นการกลั่นกรองคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล
โดยผู้ที่มีอำนาจทำการสอบสวนคือพนักงานสอบสวน การสอบสวนนั้นคือการที่พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานทุกชนิด
เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ
อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา
เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
การดำเนินการในชั้นสอบสวนนั้นพนักงานสอบสวนจะต้องทำการแจ้งข้อหาให้แก่ผู้ต้องหาได้ทราบว่าเขาทำผิดข้อหาอะไร
และจะต้องแจ้งสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่ผู้ต้องหาทราบด้วยเช่นกัน เช่น
สิทธิที่จะไม่ให้การใด ๆ เลยก็ได้
สิทธิในการมีทนายความหากผู้ต้องหาไม่มีทนายความรัฐก็ต้องจัดหาให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
รวมถึงการได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างการสอบสวน
ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้เพื่อทำการสอบสวนต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินคดี
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ต้องหานั้นได้มีสิทธิในการต่อสู่คดีได้อย่างเต็มที่
เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จ
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบต้องสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ
เพื่อให้พนักงานอัยการสั่งคดีต่อไป
2.3)
ขั้นตอนการสั่งคดีของพนักงานอัยการ
การสั่งคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการซึ่งทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นทนายความแผ่นดิน
ดำเนินคดีในชั้นศาลแทนรัฐ การสั่งคดี คือ
การที่พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจการสั่งคดีอาญาว่าคดีอาญาที่เกิดขึ้นนั้นมีมูลที่จะฟ้องร้องต่อศาลต่อไปหรือไม่
โดยพิจารณาจากสำนวนการสอบสวนที่พนักงายสอบสวนได้ส่งมา พร้อมพยานหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมด
หากพนักงานอัยกาเห็นว่าคดีอาญานั้นไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง(เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ได้ทำผิด)
พนักงานอัยการอาจมีคำสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้
หรือหากว่าพนักงานอัยการเห็นว่าตามสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานนั้นเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดจริง
ก็มีคำสั่งฟ้องคดีและนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป
เนื่องจากการสั่งคดีของพนักงานอัยการของไทยนั้นเป็นการสั่งคดีตามหลัก
(Opportunity Principle) ซึ่งให้ดุลพินิจแก่พนักงายอัยการในการสั่งคดี แม้คดีนั้นปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริง
พนักงานอัยการก็อาจมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ เช่น
พนักงานอัยการเห็นว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริง
แต่การฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลจะไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ ก็อาจมีคำสั่งไม่ฟ้องได้
ชั้นพิจารณาคดีและพิพากษา
เมื่อคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้ว
หรือในคดีที่เอกชนผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลและศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล
จึงมีประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ถือได้ว่าคดีอาญานั้นเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว การพิจารณาคดีอาญาในศาลนั้นต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โดยที่การค้นหาความจริงในคดีเป็นเรื่องของคู่ความ(โจทก์และจำเลย)
โดยที่ศาลวางตัวเป็นกลางคอยทำหน้าที่ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดกติกา
ซึ่งมีลักษณะเป็นการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา ซึ่งแยกขั้นตอนในชั้นศาลออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนของการพิจารณา(สืบพยาน) และขั้นตอนของการทำคำพิพากษา
1)
การพิจารณาคดีอาญาในศาล
ในการพิจารณาคดีอาญานั้นมีหลักการที่สำคัญอยู่หลายประการดังนี้
การพิจารณาและสืบพยานในศาลจะต้องให้ทำโดยเปิดเผย หมายความว่า ประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าไปฟังการพิจารณาคดีอาญาของศาลได้
ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการพิจารณาของศาลว่าเป็นไปโดยยุติธรรมหรือไม่ และการสืบพยานจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลยด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ เพราะหากจำเลยไม่ทราบว่าพยานการซัดทอดตนอย่างไร
อาจทำให้เสียเปรียบในการสู้คดีได้ เว้นแต่ความผิดบางฐานคามผิดเท่านั้นที่ศาลอาจมีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับได้ เช่น คดีเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
ความผิดเกี่ยวกับเพศที่ต้องรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศของผู้เสียหาย เป็นต้น
สิทธิในการมีทนายความในชั้นศาล การดำเนินคดีอาญานั้นนอกจากจะมุ่งปราบปรามการกระทำความผิดแล้ว
ยังต้องให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยอีกด้วย
ซึ่งในชั้นพิจารณาคดีของศาลก็เช่นเดียวกัน โดยกฎหมายได้คุ้มครองสิทธิของจำเลยไว้
“สิทธิในการมีทนายความ” เพราะถือว่าทนายความนั้นเป็นผู้ที่จะคอยมาพิทักษ์สิทธิของจำเลยให้การต่อสู้คดีในชั้นศาล
เช่น การนำพยานมาหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ซึ่งรวมถึงการซักค้านด้วย
การขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างการพิจารณา
รวมถึงช่วยเหลือจำเลยในการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป
การพิจารณาคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ หมายถึง คดีนั้นเมื่อศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว
จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง
ศาลอาจไม่ต้องพิจารณาสืบพยานในคดีนั้นอีกต่อไปอีกก็ได้ ซึ่งเป็นไปตาม
บทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 “ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้
เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น
กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น
ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
ในคดีที่มีจำเลยหลายคน
และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี
สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้นเป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้”
2) การทำคำพิพากษา
เมื่อศาลได้พิจารณาและสืบพยานในคดีเสร็จสิ้นแล้ว
ศาลต้องทำคำพิพากษาเพื่อชี้ขาดคดีว่าจะตัดสินประการใด
หากเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักมากพอจนแน่ใจได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง
ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลย (ถือว่าโจทก์ชนะคดี) แต่หากว่าในคดีนั้นศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์
หรือตามน้ำหนักพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่
ยกความประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง (ถือว่าจำเลยชนะคดี)
2.3 การยื่นอุทธรณ์ ฎีกา
สำหรับคู่ความ (โจทก์หรือจำเลย)
ที่ไม่พอใจในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น
อาจอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวต่อศาลต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้ภายใน 30
วัน นับแต่วันที่ได้มี คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
โดยจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ซึ่งในการอุทธรณ์หรือฎีกานั้นมีหลักการอยู่หลายประการที่คู่ความจะต้องปฏิบัติตาม
เช่น
- การอุทธรณ์จะต้องเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง
ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายนั้นคู่ความสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือฎีกาได้ทุกกรณี
แต่ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นคู่ความจะต้องพิจารณาตาม ม. 193 ทวิ ในกรณีของการฎีกาก็ต้องพิจารณาตาม ม. 218
2.4 ชั้นบังคับโทษ
เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า
โดยที่ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหาร ชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์
คำพิพากษานั้นและคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่
ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน
โดยที่โทษทางอาญา คือ
สภาพบังคับของกฎหมายอาญา ตามมาตรา 18 ได้กำหนดโทษสำหรับผู้ทำความผิดอาญาไว้ 5 สถาน ซึ่งโทษแต่ละสถานก็มีวิธีการในการบังคับโทษที่แตกต่างกัน
ดังนี้
1. โทษประหารชีวิต คือ
การเอาผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตไปให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย
2. โทษจำคุก คือ
การเอาตัวไปคุมขังไว้ในเรือนจำ ตามกำหนดเวลาที่ศาลพิพากษา โดยที่อาจมีการร้องขอให้ศาลสั่งทุเลาโทษจำคุกไว้ก่อนได้
เช่น กรณีของจำเลยเป็นคนวิกลจริต อาจมีการร้องขอให้ศาลทุกเลาการจำคุกไว้ก่อน
จนกว่าจำเลยจะหายจากอาการวิกลจริต
3. โทษกักขัง คือ
การเอาตัวไปกักขังไว้ในสถานที่กักขัง ซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ
4. โทษปรับ คือ เป็นการบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิด
และต้องโทษปรับตามคำพิพากษา
5. ริบทรัพย์สิน เช่น
ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิด ยาเสพติด ของหนีภาษี เป็นต้น
หรือทรัพย์ที่มีไว้ใช้ในการกระทำความผิด เช่น ปืนหรือมีดของกลาง
รถยนต์ที่เอาไว้ขนยาเสพติด เป็นต้น
[1] คณิต ณ นคร,
อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6. น. 401.
[2] ณรงค์ ใจหาญ,
อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5. น. 33.
[3] เกียรติขจร
วัจนะสวัสดิ์, “ดุลพินิจในการไม่ฟ้องคดีอาญาที่มีมูลของอัยการในสหรัฐอเมริกา”
,วารสารนิติศาสตร์,
ปีที่ 10, ฉบับที่ 1, (พ.ศ. 2525). น. 160.
[4] คณิต ณ นคร,
อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6. น. 402.
[5] ณรงค์ ใจหาญ,
อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5. น. 34.
|

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น