วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 3 การสอบสวน

บทที่ 3
การสอบสวน

โดยเฉลิมวุฒิ สาระกิจ
เอกสารประกอบการสอนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

การสอบสวนคดีอาญาเป็นกระบวนการขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งและถือเป็นต้นทางของกระบวนยุติธรรมทางอาญา เพราะการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การสอบสวนคือการตรวจสอบว่าคดีอาญาที่เกิดขึ้นผู้ต้องหาน่าจะกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ดังนั้นในคดีอาญาการสอบสวนจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐที่จำเป็นต้องผ่านการสอบสวนก่อนจึงจะฟ้องคดีผู้ต้องหาต่อศาลได้ ดังนั้นหากไม่มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบก็จะมีผลต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ

ความหมายของการสอบสวน

การสอบสวนมีบทนิยามในมาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐาน  และการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือการพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งการสอบสวนแตกต่างจากการสืบสวนที่เป็นอำนาจโดยทั่วไปของตำรวจ แต่การสอบสวนเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเท่านั้น
จากบทนิยามของการสอบสวน จึงสรุปได้ว่าการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายเพื่อจะทราบข้อเท็จจริงหรือการพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน


การสอบสวนกับอำนาจฟ้องคดี

คดีอาญานั้นกฎหมายห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ซึ่งแตกต่างจากการฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเอง ซึ่งไม่ต้องมีการสอบสวนความผิดนั้นเสียก่อน ซึ่งเมื่อไม่มีการสอบสวนจึงไม่มีการกลั่นกรองคดีที่จะขึ้นสู่ศาล ดังนั้นเพื่อเป็นการกลั่นกรองการฟ้องคดีไม่ให้มีการแกล้งฟ้องคดีอาญากัน กฎหมายกำหนดให้มีการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์เสมอ ส่วนคดีอาญานั้นหากมีการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานอัยการย่อมฟ้องคดีต่อศาลได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อัยการจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ การสอบสวนนั้นต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 120 “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใด โดยไม่มีการสอบสวนความผิดนั้นก่อนดังนั้นหากไม่มีการสอบสวนหรือการสอบสวนนั้นเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ซึ่งถือว่าไม่มีการสอบสวน พนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ซึ่งการสอบสวนที่ไม่ชอบเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

1)   ารสอบสวนโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจสอบสวน
2)   พนักงานสอบสวนที่สรุปสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องไม่ฟ้องไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
3)   พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีอาญาความผิดส่วนตัวโดยผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์
4)   การสอบสวนโดยที่ไม่แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ

การทำสำนวนสอบสวนนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนรวมถึงทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องไม่ฟ้อง ดังนั้นกฎหมายจึงให้อัยการเข้ามาตรวจสอบการสอบสวนนั้นอีกที โดยให้อำนาจอัยการที่จะสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้องหรือให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมได้ เพื่อตรวจสอบการสอบสวนของพนังงานสอบสวนอีกทีหนึ่ง

การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. 1 การสอบสวนโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจสอบสวน

การสอบสวนคดีอาญานั้นต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนเท่านั้น ซึ่งพนักงานสอบสวน หมายถึงบุคคลซึ่งกฎหมายกำหนด ให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตาม ม.2(6) "พนักงานสอบสวน" หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อาญาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพนักงานสอบสวนตามกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอำนาจสอบสวนด้วย เช่น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ DSI (พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547)
พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจหน้าที่สอบสวนตาม ป.วิ.อาญา คือ บุคคลที่ระบุไว้ตาม ม.18 และม.20 ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้

1) พนักงานสอบสวนในความผิดที่กระทำในราชอาณาจักร

          มาตรา 18 ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
นอกเขตกรุงเทพฯ (ต่างจังหวัด) ได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่/ปลัดอำเภอ/ตำรวจซึ่งมียศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ในต่างจังหวัดนั้น ตามกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจสอบสวนด้วย เนื่องจากในอดีตนั้น ต่างจังหวัดโดยเฉาะในพื้นที่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะพนักงานสอบสวนยังมีไม่เพียงพอจึงให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจสอบสวนด้วย แต่ในปัจจุบันการสอบสวนโดยส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ขององค์กรตำรวจ เช่น หากความผิดเกิดขึ้นในเขตอำเภอเมืองพะเยา พนักงานสอบสวนได้แก่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่/ปลัดอำเภอ/ตำรวจซึ่งมียศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง  หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
ส่วนในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ ตำรวจซึ่งมียศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป เช่น ความผิดเกิดขึ้นในเขตจตุจักร พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน คือ ตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปเท่านั้น พนักงานฝ่ายปกครองย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะความผิดเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพฯ

        2) พนักงานสอบสวนในความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร
ตาม ม.20 ได้แก่ พนักงานสอบสวนในความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่กฎหมายไทยมีอำนาจในการลงโทษได้ เพราะเป็นกรณีที่เป็นความผิด ความผิดตาม ม.7 ม.8 ม.9 ซึ่งแม้ผู้กระทำจะได้ความผิดนอกราชอาณาจักร แต่ก็สามารถลงโทษในราชอาณาจักรได้ ในมาตรา 20 "...ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้น ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใด เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้"
          การสอบสวนหากทำโดยเจ้าพนักงานที่ไม่มีอำนาจในการสอบสวนย่อมเป็นการสอบสวนที่มิชอบ เช่น ร้อยตำรวจตรีสมหมายได้ใช้ให้จ่าสิบตำรวจเอกสมศักดิ์ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาแทนตน ถือว่าการสอบสวนนั้นสอบสวนโดยบุคคลที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ

4.2 ต้องเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจสอบสวน

การสอบสวนได้แบ่งเขตรับผิดชอบโดยยึดเอาเขตตามการปกครองเป็นเขตอำนาจสอบสวน เช่น ในต่างจังหวัดได้แบ่งเขตอำนาจสอบสวนตามเขตของอำเภอ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้

1) กรณีความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร แยกพิจารณาเป็น 2 กรณีคือ กรณี ความผิดเกิดในท้องที่เดียว ซึ่งพิจารณาตาม มาตรา 18 และกรณีความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกัน

          1.1) ความผิดเกิดในท้องที่เดียว พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน คือพนักงานสอบสวนที่แห่งท้องที่ความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน และนอกจากนี้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ภายในเขตอำนาจตน และพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ผู้ต้องหาถูกจับภายในเขตอำนาจตนก็มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นด้วย จะเห็นว่าในกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นในท้องที่เดียว แต่พนักงานสอบสวนในท้องที่ความผิดไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีอำนาจสอบสวน ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการสอบสวนหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นนั้นเอง
          พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในกรณีความผิดเกิดขึ้นในท้องที่เดียว ตามมาตรา 18 นั้นโดยหลัก คือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจตน (ทั้งความผิดได้เกิดขึ้น เชื่อว่าได้เกิด หรืออ้างว่าเกิดขึ้น) เช่น มีการลักทรัพย์ในท้องที่ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา แล้วผู้ต้องหาหนีไปและถูกจับได้ที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรดอกคำใต้ย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ส่วนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย แม้จะมีอำนาจสอบสวน เพราะเป็นท้องที่จับผู้ต้องหาได้ แต่ก็ไม่ใช่ท้องที่ความผิดได้เกิดขึ้น จึงไม่อาจเป็นพนักงานสอบสวนได้ เว้นเสียแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกจึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้

ข้อสังเกต
          1) พนักงานสอบสวนอื่นนอกจากที่ได้กล่าวมาใน ม.18 ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน หากทำการสอบสวนแม้ส่วนหนึ่งส่วนใดย่อมทำให้การสอบสวนไม่ชอบ เช่น นายแดงยิงนายดำที่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา นายดำถูกนำมาส่งโรงพยาบาลพะเยา และตายที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นท้องที่สอบสวนของ สถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ดังนี้หากพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ทำการสอบสวนคดีนี้ ถือเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ เนื่องจากไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะไม่ใช่ท้องที่ที่ความผิดเกิด หรือจับผู้ต้องหาได้ หรือท้องที่ผู้ต้องหามีที่อยู่
2) ท้องที่ลงมือฆ่าคือท้องที่ความผิดเกิดส่วนท้องที่ที่ผู้ตาย ได้ตายนั้นเป็นเพียงท้องที่ผลเกิด ไม่ใช่ความผิดได้เกิด พนักงานสอบสวนในท้องที่ผู้ตายได้ตายลงไม่มีอำนาจสอบสวน (ดังตัวอย่างในข้อที่ 1)
          3) การสอบสวนที่ไม่ชอบนั้นแม้ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน การสอบสวนนั้นก็ไม่ชอบ เพราะเป็นการสอบสวนโดยไม่มีเขตอำนาจ
4) การสอบสวนคดีอาญาหากมีการการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจสอบสวนแม้แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น ก็ทำให้การสอบสวนไม่ชอบไปทั้งหมด
5) การย้ายที่ทำการของพนักงานสอบสวนไม่ทำให้เขตอำนาจสอบสวนคดีเปลี่ยนแปลงไป เช่น น้ำท่วมสถานีตำรวจต้องย้ายไปทำการที่อื่น แต่เขตอำนาจสอบสวนยังเหมือนเดิม

1.2) กรณีความผิดเกิดหลายท้องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกัน

          ความผิดที่เกิดขึ้นหลายท้องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกันเป็นกรณีที่ไม่แน่ชัดว่าความผิดได้เกิดขึ้นในท้องที่ใดกันแน่ หรือได้กระทำในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทำความผิดฐานเดียวกันแต่ทำในหลายท้องที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้นเพื่อขจัดความยุ่งยากในการหาว่าท้องที่ใดจะมีอำนาจสอบสวนกฎหมายจึงกำหนดให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีอำนาจสอบสวนได้ ซึ่งความผิดหลายท้องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกันพิจารณาว่าเป็นไปตาม ม.19

มาตรา 19 ในกรณีดั่งต่อไปนี้
          (1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
          (2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่มีอีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
          (3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
          (4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน
          (5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
          (6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
          พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้

          จะเห็นได้ว่าเพื่อขจัดข้อยุ่งยากในการกำหนดว่าในหลายท้องที่นั้น พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้น จึงกำหนดให้พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ดังนั้นเมื่อมีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่มีอำนาจสอบสวน ต้องมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียวทำหน้าที่สรุปและเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบนั้นพิจารณาตาม มาตรา 19 (ก) และ (ข)

ข้อสังเกต
          นอกจากมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีอำนาจในการสอบสวนความผิดอาญาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นได้อีกด้วย เช่น ลักทรัพย์ในท้องที่ แต่การรับของโจรได้ทำในท้องที่อื่น พนักงานสอบสวนในท้องที่มีการลักทรัพย์ก็สามารถสอบสวนทั้งสองคดีได้
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในความผิดหลายท้องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกัน
ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้  เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
          (ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
          (ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ
ในกรณีถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้วคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ หมายความว่า ท้องที่ที่จับได้จะต้องไม่ปรากฏว่าท้องที่อื่นพบการกระทำผิดก่อนแล้ว เช่น มีการร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่อื่นแล้ว แม้ต่อมาจะจับได้ก็ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้คือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ แต่พนักพนักงานสอบสวนท้องที่ที่พบการกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อนั้นต้องเป็นพนักงานในท้องทีที่เกี่ยวข้องตาม (1)-(6) ด้วย จึงจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

          2) กรณีความผิดเกิดนอกราชอาณาจักร

กรณีความผิดเกิดนอกราชอาณาจักรจะใช้ ม.18 และ ม.19 ไม่ได้ ด้วยเหตุเพราะความผิดไม่ได้กระทำลงในท้องที่ใดที่หนึ่งหรือหลายท้องที่ในราชอาณาจักร ความผิดใดกระทำลงนอกราชอาณาจักพิจารณาตาม ป.อาญามาตรา 7, 8 และ มาตรา 9 และพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรเป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 20 “ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย  ให้อธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้
ในกรณีจำเป็น พนักงานสอบสวนต่อไปนี้ มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจากอธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทน”
          (1) พนักงานสอบสวน ซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ
(2) พนักงานสอบสวน ซึ่งรัฐบาลประเทศอื่นหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา

     2.3 ต้องสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ส่งให้พนักงานอัยการโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ได้กล่าวไปแล้ว ว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่เดียวหรือหลายท้องที่เกี่ยวเนื่องกัน หากมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหลายคน จะต้องมีการชี้ขาดอำนาจว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ  ในท้องที่เดียวกันมีพนักงานสอบสวนหลายคนให้หัวหน้าหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในกรณีหลายท้องที่ในกรุงเทพฯ ให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนซึ่งมีตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปชี้ขาด ในต่างจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการเป็นผู้ชี้ขาด ถ้ามีหลายจังหวัด ให้อัยการสูงสุดหรือผู้ทำการแทนตัดสิน

     2.4 ในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวนั้นจะต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบเสียก่อน

           มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
ดังนั้นหากไม่มีการร้องทุกข์ในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว จะสอบสวนไม่ได้ และหากสอบสวนไปก็เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ซึ่งคำร้องทุกข์ตามระเบียบ หมายถึงกรณีดังต่อไปนี้

1) ผู้ร้องทุกข์ต้องมีอำนาจร้องทุกข์ ผู้ร้องทุกข์ต้องเป็นผู้เสียหาย ซึ่งก็หมายถึงผู้เสียหายที่แท้จริงหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ก็สามารถทำได้ เพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่นิติกรรมที่ต้องทำเองเป็นการเฉพาะตัว แต่หนังสือมอบอำนาจต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามอบอำนาจให้ไปทำอะไรและต้องมีลายมือผู้เสียหายมอบอำนาจ  
          ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ก็ร้องทุกข์เองได้ แต่ต้องปรากฏว่าผู้เยาว์คนนั้นรู้ผิดชอบพอสมควร

          2) ต้องร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ ใน มาตรา 2(7)...การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อ เจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หมายถึง เจ้าหน้าตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อาญา ให้มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ได้
การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต้องเป็นพนักงานสอบสวนตาม ม.2(6) ซึ่งพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์จะเป็นท้องที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเขตอำนาจเหมือนอำนาจสอบสวน หรือการร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตาม ม.124 ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวนและเป็นผู้ ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ได้ เช่น พัศดี/เจ้าหน้าที่สรรพสามิต/เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร/จนท.กรมเจ้าท่า/ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น

ข้อสังเกต
การร้องทุกข์ต่อบุคคลที่ไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ย่อมทำให้การร้องทุกข์ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบแห่งการร้องทุกข์ ถือว่าไม่มีการร้องทุกข์หากมีการสอบคดีอาญาเรื่องนั้นก็เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ
พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหากเป็นผู้เสียหายเอง สามารถร้องทุกข์ต่อตนเองที่เป็นพนักงานสอบสวนได้

         3) ต้องร้องทุกข์โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ม.2(7) ...และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนา จะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
เช่น มาแจ้งความว่าถูกข่มขืน แต่ขอดูไปก่อนถ้าหากผู้ระทำผิดย้อนกลับมาอีกทีจะเอาเรื่อง...ไม่มีเจตนาแจ้งให้รับโทษ ย่อมไม่ใช่การร้องทุกข์ตามระเบียบ หรือแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน หรือร้องทุกข์เพื่อกันคดีขาดอายุความ เหล่านี้เป็นการร้องทุกข์โดยไม่มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ไม่ใช่การร้องทุกข์ตามระเบียบ

        4) ต้องร้องทุกข์ตามแบบวิธีการร้องทุกข์ 
มาตรา 123 ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้
คำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อ และที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับและชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้
คำร้องทุกข์นี้จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือต้องมีวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปากให้พนักงานสอบสวน บันทึกไว้ ลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น
         5) ต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความร้องทุกข์
มาตรา 96 ภายใต้บังคับ มาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความ ได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความ ผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ มาตรา 97 ในการฟ้องขอให้กักกัน ถ้าจะฟ้องภายหลังการฟ้อง คดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน ต้องฟ้องภายในกำหนด หกเดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีนั้น มิฉะนั้น เป็นอันขาดอายุความ การไม่ได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด รวมถึงการร้องทุกข์แต่เป็นการร้องทุกข์โดยมิชอบด้วย ถือว่าไม่มีการร้องทุกข์ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินคดีอาญาและอำนาจฟ้องคดีของพนักงานอัยการ
ถ้าคดีอาญาเรื่องนั้นผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองภายในกำหนดร้องทุกข์นั้น ถือว่าเป็นการร้องทุกข์แล้ว ไม่ต้องร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานอีก

     2.5 ต้องมีการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ

การแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหานั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องทราบ เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ว่าตนเองถูกกว่าหาว่ากระทำความผิดฐานใด ผู้ต้องหาจึงจะให้การได้ถูกต้อง ไม่หลงเข้าใจผิด
          มาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว นามสกุล ชาติบังคับบิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งข้อหาให้ทราบและต้องบอกให้ทราบก่อนว่า ถ้อยคำที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้
เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้
การไม่แจ้งข้อหาให้ทราบนั้นทำให้การสอบสวนไม่ชอบไปเลย คนละกรณีกับการไม่แจ้งสิทธิต่างๆ แก่ผู้ต้องหาที่ทำให้ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหักฐานเท่านั้น แต่ไม่จำต้องระบุตัวบทกฎหมายหรือแจ้งครบทุกบทความผิด



รวมบทความและข้อสอบปรนับกฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายลักษณะพยาน เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะสอบตำรวจทั้งนายสิบตำรวจ นายตำรวจสัญญาบัตร ผมจะทยอยออกข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่ใช้สอบทั้งหมดนะครับ ลักษณะข้อสอบจะถามทีละเรื่องเพื่อเน้นให้ผู้ทำเข้าใจกฎหมายไปทีละเรื่อง สนับสนุนหรือให้กำลังใจผู้เขียนได้โดยการซื้อหนังสือของผู้เขียนตามลิ้งด้านล่างครับ ขอบคุณทุกท่าน



กฎหมายอาญาสำหรับตำรวจ
chaloemwut sarakit
www.mebmarket.com
เหมาะสำหรับคนที่จะสอบตำรวจ ทั้งนายสิบตำรวจและนายตำรวจสัญญาบัตร และประชาชนทั่วไปที่สนใจกฎหมายอาญา




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น